มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

Get Directions

Description

ประวัติมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑. การก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เมื่อวันที่ ๒๕ ต่อกับวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้เกิดพายุโซนร้อน ชื่อ “แฮเรียต” พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสียหายให้เกิดแก่จังหวัดภาคใต้ถึง ๑๒ จังหวัด ในคืนวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายปกรณ์ อังศุสิงห์ นายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ได้รับโทรศัพท์จากคุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการสำนักพระราชวัง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองมหาดเล็กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัย และทรงติดต่อขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศไว้แล้ว ขอให้รีบเดินทางไปช่วยเหลือโดยด่วน ขณะนั้น กรมประชาสงเคราะห์ได้เตรียมสิ่งของไว้พร้อมแล้ว จึงเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ นายปกรณ์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย อาทิ หลวงอรรถวิภาคไพศาลย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และหลวงยุกตเสวีวิวัฒน์ อธิบดีกรมโยธาเทศบาล โดยมีนายประวิทย์ หาญณรงค์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเลขานุการคณะ ได้เดินทางไปพร้อมกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกา ได้มีพระราชเสาวนีย์ ให้ร่วมเดินทางไปกับกรมประชาสงเคราะห์ เพื่อทำการสงเคราะห์และบรรเทาทุกข์ในครั้งนี้ด้วย คณะเดินทางไม่สามารถทราบได้ว่าจะไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชได้อย่างไร เพราะพายุแรงจัดและนํ้าท่วมทางหลวง ทางรถไฟ โทรเลข โทรศัพท์ขาด ได้รับความเสียหาย จึงตัดสินใจบินไปลงที่จังหวัดสงขลาก่อนเพื่อสอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาว่าจะเดินทางไปจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเร็วที่สุดตามพระราชประสงค์ได้ทางใด ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาแจ้งให้ทราบว่าไม่มีทางอื่นนอกจากทางเครื่องบิน จึงตัดสินใจให้บินไปดู เพราะนักบินเองก็ไม่แน่ใจว่าเครื่องบินจะลงที่สนามบินในค่ายทหารบกจังหวัดนครศรีธรรมราชได้หรือไม่ เนื่องจากไม่เคยลงสนามบินนี้แต่ทราบว่าสนามบินสั้นมาก เมื่อบินย้อนกลับมายังจังหวัดนครศรีธรรมราช ในครั้งแรกผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการมาต้อนรับมาก แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพอากาศให้นำเครื่องบินลงที่สนามบินชะเอียน ในค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ เพราะสภาพอากาศในขณะนั้นยังไม่ค่อยดีและสภาพของสนามบินก็ยังสำรวจไม่ทั่ว จึงต้องบินกลับจังหวัดสงขลา แต่ด้วยเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีพระเมตตาแก่ประชาชน เมื่อเบนหัวเครื่องบินกลับประมาณ ๓ นาที ก็ได้รับอนุญาตให้บินลงได้ ซึ่งนักบินก็สามารถนำเครื่องบินลงได้ อย่างปลอดภัย ต่อจากนั้น นายปกรณ์ อังศุสิงห์ และคณะได้เดินทางไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและร่วมเดินทางกันไปยังแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ปรากฏว่าสภาพของแหลมตะลุมพุกน่าสังเวชมาก ไม่มีบ้านเรือนราษฎรเหลืออยู่เลย และยังมีศพลอยนํ้าอยู่เกือบจะไม่มีที่พอฝังศพ หลุมหนึ่งๆ ฝังศพถึง ๖ - ๗ ศพ และฝังอยู่ที่ปลายแหลมนั้นชั่วคราวระยะหนึ่ง ต่อมาทางราชการและญาติมิตร ประชาชนจึงได้ขุดขึ้นมาทำพิธีทางศาสนา เข้าใจว่ามีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้นทั้งสิ้นประมาณ ๑,๐๐๐ คน ส่วนผู้ที่รอดชีวิตได้อพยพไปอยู่ยังอำเภอปากพนัง และกลับภูมิลำเนาเดิม สำหรับทางด้านกรุงเทพมหานครนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต ประกาศโฆษณาเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์และสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยทรงรับเงินและสิ่งของด้วยพระองค์เอง ประชาชนได้หลั่งไหลเข้าสู่สถานีวิทยุ อส. ทุกวันเป็นเวลา ๑ เดือน มีผู้บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลถึง ๑๑ ล้านบาทเศษ และสิ่งของประมาณห้าล้านบาท ส่วนผู้ที่ไม่สามารถบริจาคทรัพย์และสิ่งของได้ก็บริจาคแรงงานช่วยขนสิ่งของ ที่น่าปลื้มใจก็คือ งานนี้ทำโดยอาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นนิสิต นักศึกษา ลูกเสือ และนักเรียน ได้ทำการจัดและขนส่งสิ่งของเหล่านั้นไปบรรเทาภัยแก่ประชาชน โดยมีนายเจริญ มโนพัฒนะ รองอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ รักษาการแทนอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงินและสิ่งของไปดำเนินการตามพระราชประสงค์ตลอดเวลา จังหวัดที่ได้รับความเสียหายมากคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับกรมประชาสงเคราะห์ได้แจกอาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค จัดซ่อมแซมบ้าน ที่พัก และสร้างที่พักชั่วคราวให้ผู้ประสบภัยอยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องมือประกอบอาชีพ และสิ่งสาธารณประโยชน์ โดยมอบเงินให้เป็นทุนประเดิมแก่วัดวาอาราม มัสยิด ศาลเจ้า และสถานสงเคราะห์เด็กที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรับบุตรหลานของผู้ประสบภัยที่กำพร้าบิดามารดา หรือผู้ปกครองเสียชีวิต โดยอยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ นอกจากนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงินให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดพังรวม ๑๒ โรงเรียน ใน ๖ จังหวัดภาคใต้ และภายหลัง พระราชทานชื่อว่า “โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ ถึง ๑๒” ตามลำดับ พระราชดำริ เมื่อได้ช่วยเหลือประชาชนในระยะแรกแล้ว ยังเหลือเงินอีกสามล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่าเงินสามล้านบาทนี้ เป็นเงินที่ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ด้วย จึงควรตั้งเป็นทุนเพื่อหาดอกผลสำหรับสงเคราะห์เด็กที่ครอบครัวประสบวาตภัยภาคใต้ ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูประการหนึ่ง กับสำหรับสงเคราะห์ช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยกรณีต่างๆ ทั่วประเทศอีกประการหนึ่ง พระราชทานกำเนิดมูลนิธิ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานเงินสามล้านบาทให้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ และพระราชทานนามว่า “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ใน “พระบรมราชูปถัมภ์” กับทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกแห่งมูลนิธินี้ด้วย ชื่อของมูลนิธินี้หมายความว่า “พระราชา” และ “ประชาชน” อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน เป็นการแสดง นํ้าพระราชหฤทัยว่า เวลาทำงานควรจะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์โดยได้มีพระราชดำริว่าภัยธรรมชาติ หรือสาธารณภัย อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ไม่มีผู้ใดจะคาดหมายได้ดังที่ได้เกิดขึ้นที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสำนักงานมูลนิธิอยู่ในบริเวณกรมประชาสงเคราะห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดมูลนิธิฯ ได้ทรงแต่งตั้งนายปกรณ์ อังศุสิงห์เป็นนายกมูลนิธิฯ คนแรกและดำรงตำแหน่งมาจนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๐ รวมเวลา ๕๔ ปี ได้ปรับปรุงวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพระราชดำริของพระบรมราชูปถัมภกเป็นระยะๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน